Thursday, August 30, 2007

Faces and Stop Judging





นี่ถ้าแม่มาเห็น ผม ไว้หนวด เครารุงรังแบบนี้ กับทรงผม ที่ยาวที่สุด แม่คงตกใจว่า นี่ใช่ลูกฉันหรือเปล่าเนี่ย ผมเคยเขียนไว้ในบทความครั้งก่อนเรื่องที่ อยากเปลี่ยนแปลง แน่นอนว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่ผมได้เปลี่ยนแปลงตั้งแต่ครั้งนั้น แต่อีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลง ผมไม่เคยไว้หนวดยาวๆแบบนี้ ก็อยากจะลองไว้ดูบ้าง ไม่เคยมีทรงผมยาวๆแบบนี้ ก็อยากลองมีบ้าง แต่เชื่อไหม ถ้าผมกลับเมืองไทย คนที่สนิทๆกับผม หรือน้องๆที่ผมรู้จัก จะทักทายว่า ไปตัดผมซะ ไปกวนหนวดซะ ผมมานั่งคิดดูถึงคำพูดต่างๆเหล่านี้ ผมมีความรู้สึกว่า คุณกำลังตัดสินคนจากภายนอกหรือเปล่าเอ่ย การที่ผมมีทรงผมที่รุงรัง หรือการที่ผมไว้หนวดเครายาวรุงรัง ใช่ว่าผมจะเป็นคนไม่ดีไม่ได้ การเป็นคนที่ดีไม่ได้เกี่ยวกับรูปร่างภายนอกเลย แต่คนเรามักตัดสินไปซะก่อน มีอยู่วันหนึ่งที่ผมกำลังเรียนอยู่แล้วบังเอิญไปอ่านเจอข้อนี้เข้า แล้วรู้สึกชอบ อยากจะเอามาแบ่งปันกันให้ฟัง "Stop judging by external standards, and judge by true standards." John 7:24 ผมก็มีปัญหาบางครั้งในการมองคนแค่เพียงภายนอก แต่การที่เรายอมรับในสิ่งที่เขาเป็น ผมเชื่อว่ามันจะทำให้จิตใจของเราอ่อนโยนยิ่งขึ้น เรามองคนอื่นด้วยความรัก หรือเรามองคนอื่นด้วยความอิจฉา ริษยา หรือ มองด้วยการดูถูกเหยียดหยาม มันคงจะดีนะ ถ้าเรามองคนอื่นเหมือนกับพระเยซูทรงมองเรา


Monday, August 27, 2007

เด็กเลี้ยงแกะเล่าเรื่อง คนตรงข้าม

วันนี้มีเรื่องเล่ามาเล่าสู่กันฟัง จริงๆแล้วก็ได้เวลานอนแล้วแหล่ะ แต่กลัวจะลืมซะก่อน ช่วงนี้ความจำสั้นซะด้วยสิ เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า มีเพื่อนนักเรียน ชื่อ บรู้ค ชวนไปรับประทานอาหารเย็นที่บ้านเขา บรู้คแต่งงานแล้วกับ ผู้หญิงที่ชื่อ เคลลี่ ทั้งสองพึ่งจะอายุ 23 ปีเอง แต่ก็ดูเป็นผู้ใหญ่ในเรื่องของการใช้ชีวิตคู่ดี นอกจากบรู๊กกับเคลลี่แล้ว ทั้งคู่ก็ได้เชิญ อดัม กับ ไฮดี้ มารับประทานอาหารด้วยกัน อดัม กับไฮดี้ ก็เป็นคู่สามี ภรรยา ที่เพิ่งจะแต่งงานได้ไม่กี่ปี ทั้งคู่อายุ ก็ไม่เกิน 27 พอถึงเวลารับประทานอาหาร เขาให้ผมนั่งตรงหัวโต๊ะ ส่วนพวกเขาก็นั่งเป็นคู่ ครั้งแรก ที่ผมนั่งลงบนเก้าอี้ ผมนึกในใจว่า นี่เรามาทำไมหว่า แล้วคนตรงข้ามเราไปไหนหนอ แต่ไม่เป็นไร ไหนๆเขาก็เชิญเรามาแล้ว กินมันให้อิ่มไปเลยละกัน เคลลี่ทำอาหารฝรั่งได้อร่อยมาก บรู๊คบอกชื่ออาหารผมอยู่หลายรอบ แต่ผมก็จำไม่ได้สักที สิ่งหนึ่งที่ผมเห็น ในคู่สามีภรรยาทั้งสองคู่นี้ ทั้งสองคู่ ต่างกันโดยสิ้นเชิง เริ่มจากคู่แรก บรู๊ค กับ เคลลี่ เป็นคู่ วัยกระเตาะ เพราะอายุน้อยกว่า ประมาณว่ารักแบบกระหนุงกระหนิง ให้กำลังใจกันเสมอ ส่วนอีกคู่ เป็นมวยคู่ใหญ่ขึ้นมากอีกนิด อดัมกับไฮดี้ อดัมนั้นมักจะแหย่ภรรยาตัวเองอยู่เสมอๆ ผมเห็นแล้วก็ดูน่ารักไปอีกแบบ แต่สิ่งหนึ่งที่ทั้งสองคู่นี้มีเหมือนกันคือ คำพูดที่รู้จักให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ไม่มีใครพูดกระทบกระทั่งกัน จนทำให้อีกฝ่ายรู้สึกเสียหน้า ตรงกันข้าม กลับให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ส่วนผม ซึ่งเป็นบุคคลหัวโต๊ะ ก็ให้กำลังใจตัวเองไปก่อนละกัน

Saturday, August 25, 2007

HELLO and SMILE

I think it's time to write in english because this lesson will help everybody to say "HELLO" and "SMILE". Last week I had to lead devotional in the morning so I spent 2-3 nights for the lesson. I thought that I wanted to do something different from others. This lesson just came up when I was thinking about Thailand "The land of SMILE". I just think that yeah...people should smile more because most smile are started by another smile. If we smile to each other then the day is your.
Eddie: "HELLO" everybody!!! How are you doing?
I have two words to teach you today. These words have a powerful meaning if you know how to use it. The first one is "HELLO". It is a simple word and everyone know the meaning of it but we always use this word as a tradition.
Do you know that a simple "HELLO" can be a sweet one especailly the one we love or care? The word "HELLO" stands for

H: How are you doing?
E: Everything all right?
L: Love to hear from you
L: Love to see you soon
O: Obviously I miss YOU...So HELLO Good Day!


There are many times that God always says "HELLO" to us but we just ignore it. We make the expression of our faces uninviting. God says "HELLO" because he cares for us. He loves us so much so he wants to know how we are doing, is everything all right? Do you need help with something? Are you struggling with something? God also wants to hear from us by our prayers, reading scriptures and spend time alone with God. God also wants to see us soon of course in Heaven. Sin separated us from God so God can’t be in the darkness. God always wants us to come back because he misses us so much.
How do we response to the people who say “HELLO” to us? Do we smile? I remember that many times people said "HELLO" to me but I said nothing back or I did not even smile back to them. When is the expression of your face the most uninviting?
I remember every time I get up and open the door then I always see Cameron but I seldom say Hello and smile to him because I want to go the bathroom and wash my face. When we see each other often instead of saying “HELLO” but we “SMILE” and that means a lot because it a part of your greeting.

The unknown author says some interesting thing about “SMILE”

“A Smile is the lighting system of the face and the heating system of the heart”
“The world is like a mirror; Frown at it, and it frowns at you; smile at it and it smiles too”
Talking about smile, once there was a girl who taught me how to smile(ill talk about that later thou)
Do we make the expression of our faces uninviting? How many times in each day that we say “HELLO” to the people we know? Do we really say “HELLO” to the people and using all these things?

I want to leave the scriptures with you because "HELLO" and "SMILE" are part of greeting in the Bible. It means a lot for people who receive these two words.
Luke 1:44
“When the voice of your greeting came to my ears, the babe in my womb leaped for joy.”
I Thessalonians 5:26
“Greet all the brethren with a holy kiss.”
II Corinthians 13:12
“Greet one another with a holy kiss.”
III John 1:14-15
I hope to see you soon, and we will talk together face to face.Peace be to you. The friends greet you. Greet the friends, every one of them.
Of course the word “HELLO” and “SMILE” are part of your greeting and it’s easy to use but remember that use it with care and love.

I want to encourage everyone to say “HELLO” with love, show the people we talk to that we care for them, we love them, and ask them how are you doing? Everything all right?
Reference: soembody's email about "HELLO"

Wednesday, August 15, 2007

Work Week ตอน เหม่อลอย


สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์แห่งการทำงาน ที่ฝรั่งเขาเรียกกันว่า Work Week ส่วนตัวผมแล้วก่อนที่จะถึงสัปดาห์นี้รู้สึกดีใจเป็นพิเศษที่จะไม่มีเรียนตั้งหนึ่งอาทิตย์ แต่พอเริ่มการทำงานในวันแรก ความคิดที่อยากกลับไปเรียนก็เริ่มมีขึ้นมาทันที นั่นเป็นเพราะว่าในการทำงานวันแรกนั้นแทบไม่สบาย เอาซะเลย อาจจะเนื่องมาจากว่ามันทำให้ผมนั้นปวดหลังมากกว่าเดิมทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นก็ปวดเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว งานวันแรกของผมก็คือการทาสีรั้วของโรงเรียนให้เสร็จ เราเริ่มทำงานกันตั้งแต่ 9 โมงเช้า จนถึง 4 โมงเย็น ด้วยสภาพอากาศที่หนาวบวกกับแดดที่บางครั้งก็แรงจัด นี่ยังไม่รวมถึงเครื่องบินที่บินผ่านโรงเรียนทุกๆ 10 นาที นะ ผมมีความรู้สึกว่า ทุกทีเครื่องบินไม่เคยบินผ่านแถวนี้นี่นา แต่วันนี้มันเป็นอะไร เครื่องบินลำเดิมนั่นแหละ แต่บินผ่านได้ทั้งวัน แล้วบินต่ำเอามากๆ เหมือนกับว่า มันกำลังจะตกหรือยังไง ยังดีที่ผมมีไอพอดให้คลายเหงา เวลานั่งทาสีรั้ว ก็ฟังเพลงไปเรื่อยเปื่อย เพลงไหนโดนใจ ก็ร้องออกมาดังๆ ไม่สนใจคนที่อยู่รอบข้างหรอก เพราะบางทีเราร้องเพลงไทยบ้าง ฝรั่งบ้าง คละเคล้ากันไป พอผมทาสีมาถึงจุดๆหนึ่ง ด้วยความที่ผมเหม่อลอยไปชั่วขณะ ผมก็ทาสีไป ใจก็คิดเรื่องอื่นไป ปารกฎว่าพอมาดูอีกที อ้าว!!นี่เราไปทาสีโต๊ะกินข้าวของข้างบ้านนี่นา พอดีโต๊ะกินข้าวของข้างบ้าน ผูกมัดติดกับรั้วโรงเรียนอยู่ ผมก็นั่งดูสักพักแล้วก็อดหัวเราะตัวเองไม่ได้ ไอ้ความเหม่อลอยของเราเป็นไปได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ กลายเป็นว่าวันนั้นผมโดนเพื่อนๆแซวทั้งวัน คุณเคยเหม่อลอยบ้างหรือเปล่า? ผมว่าทุกคนก็ต้องเคยเหม่อลอยกันอยู่แล้ว แต่สำหรับผม ผมมีความรู้สึกว่าเหม่อลอยบ่อยมากๆ ยิ่งตอนอยู่ในห้องเรียน หรือว่าตอนขับรถคนเดียว เคยมีเหมือนกันกำลังขับรถอยู่ แล้วเกิดอาการเหม่อลอย หันไปมองนั่น มองนี่ แต่ไม่มองข้างหน้า รถก็เกือบเสียหลัก ไปชนสิ่งกีดขวางข้างหน้า แต่ผมว่าอาการเหม่อลอยก็ดีอยู่อย่างนะ มันทำให้เรารู้สึกจินตนาการได้กว้างไกลดี หรือว่าผมคิดไปคนเดียวก็ไม่รู้ ว่ากันว่าคนที่มีความรักยิ่งเหม่อลอยไปกันใหญ่ คิดแต่เรื่องคนรักของตัวเอง คิดนั่นคิดนี่ แต่สำหรับผม นี่ยังไม่มีคนรักนะ ก็เหม่อลอยไปได้ไกลเหมือนกัน แล้วถ้าเกิดว่ามีความรักกับเขาบ้างละ ไม่รู้ว่าจะเหม่อลอยไปได้ไกลแค่ไหนเนอะ

PS: พึ่งมารู้ว่า โต๊ะกินข้าวของบ้านตรงข้าม ที่ผมเหม่อลอย ไปทาสี ทิ้งไว้ โรงเรียนจะต้องซื้อโต๊ะใหม่ให้เขา เป็นเรื่องอีกล่ะ เอ็ดดี้ ตัวปัญหาจริงๆๆๆเลย 555

Thursday, August 09, 2007

Men's challenge 07


ระหว่างทางที่จะไปดูหิมะนั้น ผมมีความรู้สึกว่ามันสวยสะดุด จนผมอดทนไม่ไหวที่จะต้องคว้ากล้องมาถ่ายวิดิโอ แต่บังเอิญ กล้องถ่ายรูปเจ้ากรรม ที่ด้วยความเห่อของใหม่ ก่อนที่จะเดินทางมาดูหิมะนั้น ผมก็นั่งเล่นกล้องอยู่นานแสนนาน ตอนแรกกะว่าคงไม่ได้มาดูหรอก แต่ก็ได้อาจารย์ผู้ใจดีอาสาพามาดู พร้อมกับ ลุงโจ จากประเทศ ฟิจิ ซึ่งก็เป็นครั้งแรกของ ลุงโจเหมือนกัน ดูท่าทางแกตื่นเต้นเอามากๆ ซึ่งผิดกับผมที่มัวแต่อารมณ์เสียกับกล้องที่แบตเตอรี่กำลังจะหมด ผมจึงเก็บวิดิโอมาได้แค่นิดเดียว แต่ไม่เป็นไร ถ้าผมจำไม่ผิดผมจะได้มาที่นี่อีกครั้งปลายเดือนสิงหาคมนี้ กับกลุ่ม Young Adults ซึ่งจะจัดทริปมา เล่นสกีโดยเฉพาะ หวังว่าผมจะเก็บรูปมาฝากให้มากกว่านี้นะ

Monday, July 23, 2007

หนาวกาย หรือ หนาวใจ



วันนี้ผมตื่นเช้าขึ้นมาด้วยการรีบเร่ง ไม่ค่อยได้สังเกตุสิ่งรอบข้างสักเท่าไหร่ ผมตื่นขึ้นมาด้วยสภาพที่อิดโรยจากการทำงานเมื่อคืนที่ผ่านมา ผมไม่ได้ใส่เสื้อนอนเหมือนอย่างที่เคยเป็น ผมรีบวิ่งเข้าไปในห้องน้ำ (ผมลืมไปว่า ผมวิ่งไม่ได้ ดังนั้น มันควรจะเป็น ผมรีบเดิน) ด้วยอากาศที่หนาว ก็เลยเปิดน้ำร้อน แปรงฟัน อาบน้ำ สระผม ภายในเวลาไม่กี่นาที ภายในห้องผมนั้นจะมี ฮีทเตอร์อยู่หนึ่งตัวพอให้คลายหนาวได้บ้าง ผมรีบแต่งตัวเพื่อที่จะไปโรงเรียน เมื่อผมเปิดประตูบ้าน ลมหนาวก็พัดผ่านเสื้อสองตัวของผมเข้าไปแทรกซึมอยู่ในร่างกายอย่างรวดเร็ว ผมพยายามเดินเร็วๆเพื่อที่จะไปในห้องเรียนซึ่งอุ่นกว่า แต่ระหว่างทางที่ผมเดิน ผมเห็นน้ำแข็งเกาะอยู่ที่กระจกรถเต็มไปหมด ถึงแม้จะหนาวเพียงใด แต่ด้วยความที่เห่อกล้องถ่ายรูปใหม่ ผมรีบควักกล้องถ่ายรูปซึ่งอยู่ในกระเป๋ากางเกงออกมาถ่าย อุณหภูมิในวันนี้จะน่าจะอยู่ที่ศูนย์องศา
พูดถึงฤดูหนาว ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบฤดูหนาวมากๆ อาจจะเป็นเพราะตัวผมเองเกิดในฤดูหนาว หรืออาจเป็นเพราะพอถึงฤดูหนาวทีไรจำเป็นต้องหาเรื่องไปตั้งแคมป์ตามที่ต่างๆทุกที แต่ถึงอย่างไรก็แล้วแต่ ถึงแม้ว่าผมจะชอบฤดูหนาว แต่พอมาเจอฤดูหนาวที่นิวซีแลนด์แล้ว ผมกลับเกลียดฤดูหนาวไปเลยทันที จะหาว่าผมหลายใจก็คงจะไม่ผิดนัก ฤดูหนาวที่นี่มันทรมานเกินกว่าที่ผมจะรับได้ ยิ่งหนาวมากผมก็ยิ่งปวดขามากและเป็นเหน็บชามากขึ้น ว่ากันว่าความหนาวมักจะคู่กับความเหงา สำหรับผมความหนาวไม่เท่าไหร่แต่ความเหงานี่สิทรมานใจยิ่งกว่า เหงาเพราะไม่มีใครให้คุยด้วยเวลาหนาว สิ่งที่ผมพยายามจะบอกก็คือ ความหนาวซึ่งเป็นปัญหาภายนอกไม่สำคัญเท่ากับความเหงาซึ่งอยู่ภายใน เมื่อไหร่ก็ตามที่เราสามารถจัดการกับปัญหาภายในใจของเราได้ เราจะไม่รู้สึกหนาวอีกเลย แต่ความอบอุ่นจะเข้ามาแทนที่

Wednesday, July 18, 2007

อยากเปลี่ยนแปลง

จริงๆแล้วมีเรื่องให้ทำเยอะแยะมากมายในวันนี้ ทั้งๆที่พึ่งเปิดเทอมได้ไม่กี่วัน แต่การบ้านและข้อสอบก็รอพร้อมให้เราทำอยู่แล้ว ผมคงจะทำอะไรไม่ได้ ถ้าผมไม่ได้เขียนบทความนี้ลงเพราะว่ามันวนเวียนอยู่ในสมองผมจนไม่เป็นอันทำอะไรเลย
แน่นอนอยู่แล้วว่าเราซึ่งเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งไม่ได้เลิศเลอเพอร์เฟกต์อะไร แต่บางทีเรากลับคิดว่ามนุษย์ช่างวิเศษซะเหลือเกิน ผมเป็นคนหนึ่งที่คิดอยู่เสมอว่าผมไม่สมบูรณ์แบบ ดังนั้นคนที่ไม่สมบูรณ์แบบย่อมทำอะไรที่ผิดพลาดได้เสมอ หลายครั้งในชีวิตที่ผมทำสิ่งที่ผิดพลาดและมักไม่สำนึกตัวเอง และยากที่จะให้อภัย ผมชื่นชมคนที่อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้น ให้เป็นคนที่ใช้การได้ ทั้งๆที่รู้ว่าตัวเองกำลังทำผิดแต่มีใจที่อยากเปลี่ยนแปลง ผมมีใจที่อยากเปลี่ยนแปลง แต่ด้วยความเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่สมบูรณ์แบบ ผมจึงต้องพึ่งสติปัญญาและกำลังจากสิ่งที่อยู่เหนือกว่าตัวเอง ขอบคุณพระเจ้าที่ทำให้ผมอยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง ถามว่าเรามองคนที่กำลังเปลี่ยนแปลงยังไง เรามองเป็นเหมือนพี่น้องเราคนหนึ่งที่ต้องการความช่วยเหลือ หรือ เรามองเขาเหมือนคนอื่นที่ไม่น่าให้อภัย ผมจะไม่ตอบคำถามนี้ แต่ให้เราลองถามใจตัวเองดู เมื่อเราอยู่ในสถานการณ์นั้น อย่าตอบจนกระทั่งคุณกำลังตกอยู่ในสถาณการณ์นี้
อีกหนึ่งวันที่แย่ที่สุดของผม แต่ในสิ่งที่แย่นั้น ย่อมมีสิ่งที่ดีขึ้นตามมาเสมอ -ผมกำลังเปลี่ยนแปลง-

Wednesday, July 11, 2007

เรื่องเล่าของเด็กเลี้ยงแกะ ตอน ไข่นุ้ย

มีประสบการณ์มากมายที่ไม่เคยได้เล่าให้ฟัง แต่มักจะแอบเก็บไว้คนเดียว แต่คิดไปคิดมามันน่าจะเป็นเรื่องดีที่เราพบเจอเรื่องราวต่างๆแล้วนำมาเล่าสู่กันฟัง เหมือนกับเรื่องนี้ที่ผมก็พึ่งประสบมาเมื่อคืนวานนี้เอง เป็นเรื่องราวของ พี่ไข่นุ้ย ณ คาราบาว จริงๆแล้วผมแอบตั้งชื่อพี่เขาให้ดูเก๋ไก๋นะ แต่ชื่อจริงของเขาก็คือ พี่นุ้ย นั่นเอง หน้าตาของพี่นุ้ยหล่อเหลาเอาการ ไว้ทรงผมยาว และที่สำคัญ หน้าตาเขาเหมือนพี่แอ๊ดวงคาราบาวเอามากๆ แถมเขายังเล่นกีต้าร์ได้เก่งไม่แพ้กัน พี่นุ้ยเป็นคนไทยที่มาอยู่นิวซีแลนด์ได้สิบกว่าปีแล้ว เรียกได้ว่า เป็นคนที่นี่ไปแล้ว บัตรประชาชนเมืองไทยก็ยังไม่มีเลย ผมได้มีโอกาสรู้จักพี่นุ้ยก็เพราะ รู้จักจากพี่อีกคนที่เป็นคนไทยที่เป็นพ่อครัวร้านอาหารไทยที่นี่ ชื่อ พี่สมส่วน เมือคืนวานผมกับพี่สมส่วนได้มีโอกาสไปเยี่ยมบ้านพี่นุ้ย และ ไปทำอาหารกินกัน บ้านของพี่นุ้ย ตามความรู้สึกผม ผมว่า สวยเอามากๆ เพราะเป็นบ้านที่อยู่บนเนินเขา และ จะเห็นวิวจากห้องนั่งเล่นทะลุออกไป เป็นทะเล บ้านเมืองต่างๆที่อยู่ด้านล่าง เรียกได้ว่า ถ้าใครมีโอกาสได้ขึ้นไปดอยสุเทพและมองลงมา บ้านพี่นุ้ยก็เหมือนแบบนั้นเลย ผมและพี่สมส่วนเตรียมอุปกรณ์ไปทำอาหารกัน ซึ่งผมก็เป็นลูกมือพี่สมส่วนอีกตามเคย ก็เรียนรู้อะไรเยอะแยะ จากพ่อครัวใหญ่ โรงแรม อมารี กรุงเทพ ซึ่งผันตัวเองมาเป็นพ่อครัวร้านอาหารไทยที่นิวซีแลนด์ อาหารมื้อนั้นคือ ผัดกระเพราลิ้นหมู และ ย่างลิ้นหมู สุดแสนจะอร่อย นานมาแล้วที่ผมไม่ได้สัมผัสอาหารเผ็ดถึงใจแบบนี้ ยิ่งกินแล้วก็นึกถึงอาหารที่บ้านเรา
พี่นุ้ยเป็นคนอัธยาศัยดี ผมเดาเอาว่า หลังจากที่พ่อเลี้ยงพี่นุ้ยซึ่งเป็นชาวนิวซีแลนด์เสีย ทั้งแม่พี่นุ้ยกับพี่นุ้ยก็ได้รับมรดกตกทอดซึ่งเป็นบ้านที่สวยงาม พี่นุ้ยเป็นคนเหนือ เป็นอดีตนักเลงเก่า ไม่มีภรรยาสักที อาศัยอยู่ในบ้านคนเดียว มีรายได้จากการทำงาน หักภาษีแล้ว 1500 เหรียญต่ออาทิตย์ ซึ่งผมฟังจากเขาเล่าอย่างมีความสุขแล้ว ผมอยากรู้จักคนคนนี้มากขึ้น
เรากินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อย พี่นุ้ยกับพี่สมส่วนจิบไวน์ไปด้วย พร้อมกับดูหนัง Spiderman 3 ที่พี่สมส่วนเตรียมมา ส่วนผมก็ฟังพี่ทั้งสองคนต่างเล่าถึงความรู้ที่ตนเองมี ประมาณว่าเก็บข้อมูลไปในตัว และ สนุกกับการกินอาหารไทย เขาทั้งสองต่างเล่าเรื่อง ความขลังต่างๆของ เสือ ตะกรุด พระจตุคามรามเทพ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เกี่ยวกับ ความขลัง และเล่าถึงความเป็นนักเลงของแต่ละคนในอดีตว่าเป็นยังไงบ้าง ผมก็ได้แต่นั่งฟัง เพราะผมไม่มีประสบการณ์อะไรทำนองนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมนั่งคิดในใจก็คือ Are we the created or the creator? ผมรู้อยู่แล้วว่าเรานะ เป็นผู้ที่ถูกสร้างมา เราไม่ใช่ผู้สร้าง แต่คนเราส่วนใหญ่มักจะหลงนึกไปว่าเรานะเป็นผู้สร้าง เรานะเป็นใหญ่ ทุกวันนี้เรากลับแสวงหาสิ่งที่จะทำให้เราเป็นใหญ่ แต่ทำไมเรากลับไม่แสวงหาสิ่งที่สร้างเราขึ้นมา
ผมรู้สึกสนุกกับสิ่งที่พี่ทั้งสองคนเล่า ไม่ใช่เพราะผมเชื่อในสิ่งที่เขาเล่าหรอกนะ แต่ผมสนุกเพราะผมได้พูดคุยกับคนไทย ได้ดูทีวีสดๆ ของไทย ผ่านทาง Sky TV ได้กินอาหารไทย สักพักพี่ไข่นุ้ยก็ถามผมว่า "น้องเอ็ดดี้สูบบุหรี่หรือเปล่า" ผมก็ตอบว่า "ไม่ครับ ผมไม่สูบ" พี่เขาก็บอกว่า ดีมากๆ สักพัก พี่นุ้ยก็เดินไปหลังบ้าน พร้อมกับนำ ขวดน้ำเล็กๆ เจาะรูด้านข้าง พร้อมกับ บ้องไม้ไผ่เล็กๆ ติดอยู่ มาให้ผมกับพี่สมส่วนดู ซึ่งมันก็คือ บ้องกัญชานั่นเอง จากนั้นเขาก็เล่าต่อว่า กฎหมายที่นิวซีแลนด์ อนุญาติให้ปลูกกัญชาได้ บ้านละ ไม่เกินสองต้นเท่านั้น และสามารถมีกัญชาได้ตามที่เขาจำกัด แต่ห้ามขายไม่งั้นจะผิดกฎหมาย พี่นุ้ยเขาให้เหตุผลว่า เขาสูบกัญชา วันละครั้งเพื่อให้ อาการปวดหลังของเขา บรรเทาลง ผมก็นั่งนึกในใจ ผมนะปวดหลังทุกวันและมากกว่าพี่ซะอีก แต่ไม่เห็นจำเป็นต้องใช้กัญชาเลย จริงๆแล้วกัญชาเป็นพืชที่คนในอดีตเอามาใช้ทำอาหาร ทำก๋วยเตี๋ยว แต่พักหลังๆ คนส่วนใหญ่ใช้เกินขนาดจนกลายเป็นยาเสพติดไป จากนั้นพี่นุ้ยก็จุดไฟที่บ้องไม่ไผ่ แล้วเป่าลมที่ปากขวด และสูดลมเข้าไปในปอด และพ่นควันออกมา ถามว่าผมรู้สึกยังไง ณ ตอนนั้น ผมไม่เคยเห็นคนสูบกัญชามาก่อน ผมก็ไม่รู้มันเป็นยังไงเกิดมาก็พึ่งเคยเห็นนี่แหละ พี่สมส่วนในฐานะนักเลงเก่า เห็นแล้วก็อยากลองดูบ้าง ผมนั่งนึกในใจว่า ผมสงสารคนเหล่านี้ ขึ้นชื่อว่ายาเสพติดอะไรก็ไม่ดีทั้งนั้น ถึงแม้ว่ามันจะถูกกฎหมายก็เถอะ แต่เราไม่สามารถไปควบคุมชีวิตของเขาได้ ผมไม่ได้สะอิดสะเอียน หรือรังเกียจพี่ๆแม้แต่น้อย แต่ผมกลับสงสาร อยากให้พี่ทั้งสองคนมารู้จักกับผู้สร้างที่แท้จริงดีกว่าแสวงความสุขชั่วครั้งชั่วคราวและไม่นิรันดร์ เรื่องเล่าของพี่ไข่นุ้ยอาจจะมีแค่นี้ แต่ประสบการณ์ที่พระเจ้ากำลังสอนผมได้เริ่มต้นขึ้นอีกหนึ่งหน้าแล้ว จริงๆแล้วมีอีกเรื่องที่ ถ้าผมเล่าไปแล้ว หลายคนอาจจะรับไม่ได้เลย แต่สิ่งที่ผมได้เรียนรู้คือ "We don't belong to the world" ดังนั้นขอไม่เล่าจะดีกว่านะครับ เรื่องราวต่างๆไม่ได้จบเพียงเท่านี้แน่นอน เพราะมีสิ่งดีดีเกิดขึ้นมากมายที่ผมพร้อมจะเล่าให้ฟังในครั้งต่อไป

Saturday, June 30, 2007

Just a story #2

Everytime when I had to speak or teach something in front of people I always forgot one thing that I was going to say but I didn't. It maybe because I was nervous, spoke fast, couldn't concentrate etc. I remember when I went to Singapore and I had to speak at the church, I was going to say "Thank you once again with all our hearts, souls and minds" this is very important part but I forgot to say it. Again in New Zealand at the church, I was going to say "I used to be jealous of other people because of they could run, walk better than me and I speak to myself that oh yeah! I used to be like that but now I am not, and again I speak to myself oh yeah I once was lost but now I am found, I once was blinded but now I see" This was the most important of my speech but I forgot to say it, hahaha. It's all good!!! I hope they will understand my point. There are many times that I always forget what I am going to say and it will happen again because I think I have a short memory.

Thursday, June 28, 2007

Huka Falls (น้ำตกสีน้ำเงิน)

น้ำตกสีน้ำเงิน หรือ Huka Falls เป็นน้ำตกที่สวยงามแห่งหนึ่งที่ผมชอบ ที่เรียกว่าน้ำตกสีน้ำเงินก็เพราะมันเป็นสีน้ำเงินจริงๆ ใสสะอาดมากแต่แฝงไปด้วยความรุนแรง ผมว่าถ้าตกลงไปก็ไม่ต้องส่งเสียงเรียกให้ช่วยหรอก คือตกลงไปก็คงไม่รอดแน่ๆ เสียดายที่เราไปถึงน้ำตกก็เกือบมืดแล้ว ประมาณ เกือบ ห้าโมงเย็น ผมกะว่าจะไปซื้อ postcard ที่ร้านขายของที่ระลึกสักหน่อยแต่ว่าร้านก็ปิดหมดเลย เราไม่ได้ไปถึงตรงน้ำตกจริงๆเพราะว่ามันมืด และก็อันตรายด้วย ก็เลยเก็บภาพมาฝากได้แค่นี้ก่อน ถ้ามีโอกาสอีกคราวหน้าจะเก็บภาพมาให้มากกว่านี้นะ เรากลับถึงบ้านเกือบ ทุ่มครึ่งพอดี ก็ถือว่าเป็นทริปที่น่าประทับใจอีกครั้งหนึ่ง ทริปต่อไปของพวกเราคือ Auckland ในเดือนข้างหน้า ติดตามตอนต่อไปนะครับ




Taupo

เราเริ่มออกเดินทางกันตอนเวลา บ่ายโมงครึ่ง ไปตามทางหลวงหมายเลข 2 และ 33 เพื่อมุ่งหน้าไปเมืองรัวโทรัวก่อน แต่ว่าเนื่องจากเราออกเดินทางสายไปหน่อย เกรงว่าจะไปไม่ทันเมืองเทาโป ดังนั้นเราก็เลยตัดสินใจ ไม่แวะ เมืองรัวโทรัว แต่มุ่งหน้าสู่เทาโปเลย เมืองรัวโทรัว อยู่ใกล้ๆ ทารังกา ดังนั้นเรามาเมื่อไหร่ก็ได้ เราใช้เวลาทั้งหมดในการเดินทางไปเทาโป ประมาณ 2.30 ชั่วโมง ระหว่างทางเราก็ถ่ายรูปวิวสวยๆข้างทาง รวมทั้งถ่ายวิดิโอด้วย สิ่งหนึ่งที่สะดุดตาเรามากก่อนที่จะถึงเมืองเทาโปก็คือ ภูเขาหิมะสีขาว ที่เราเห็นอยู่เบื้องหน้า 50 กว่ากิโลเมตรก่อนถึงเมืองเทาโป เราไปถึงที่นั่นประมาณ 4 โมงเย็น ไปแวะกินอาหารมื้อเที่ยงที่เราเตรียมมาด้วย นั่นก็คือ สปาเก็ตตี้ ข้างๆทะเลสาบเทาโป ว่าๆกันว่าทะเลสาบแห่งนี้ ใหญ่กว่าประเทศสิงค์โปร์ซะอีก ผมเห็นแล้วผมรู้สึกถึงความสวยงานของเมืองนี้ อยากที่จะพักที่นี่สักหนึ่งคืน แต่ว่า แอนนี่จะต้องเดินทางในวันรุ่งขึ้นแต่เช้าเพื่อที่จะไปเกาะใต้ ดังนั้น เราจะต้องกลับทารังก้าให้ได้ จากนั้นเราแวะเข้าไปซื้อมันฝรั่งที่แมคโดนัลด์ เป็นการขับรถแบบ drive thru ก็เป็นครั้งแรกของพวกเราที่ขับรถเข้าไป เห็นแล้วก็สะดวกสบายดีอยากให้มีที่ประเทศไทยบ้างจัง จะได้ไม่ต้องลงจากรถ แต่นั่นก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่จะทำให้เราขี้เกียจกัน เพราะอะไรๆมันก็ง่ายไปหมดจนเราไม่อยากทำอะไรกัน นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่พวกเรามาเทาโป ครั้งแรกที่มา เห็นหิมะแค่นิดเดียว แต่ครั้งนี้ เห็นเยอะมากๆ ผมจะมาอีกครั้งเป็นครั้งที่สามในปลายเดือน กรกฎาคม สำหรับ Men's challenge แต่ครั้งนั้นจะไปถึงภูเขาเลย คิดว่าคงหนาวมากๆๆ ยิ่งหนาวก็ยิ่งคิดถึงบ้าน ยิ่งหนาวก็ยิ่งอยากให้มีคนกอด อิอิ




Wednesday, June 27, 2007

Mission work #2

การทำงานวันที่สามเริ่มต้นขึ้นในตอนเช้าที่หนาวเหน็บมากๆ ผมตื่นขึ้นมาตอนเช้า แล้วเห็นกระจกรถยนต์เต็มไปด้วยเกล็ดน้ำแข็ง แต่ถึงหนาวแค่ไหนเราก็ต้องยอมทำงานในวันนี้เพราะว่า ไม่งั้นไม่มีเงินไปประเทศฟิจิ สิ้นเดือนกันยายนนี้ งานวันนี้คือ ทาสีรั้วบ้าน ก็เป็นงานง่ายๆแต่ไม่ง่ายเลยสำหรับเรา เพราะต้องทนกับอากาศที่หนาว อีกทั้งเรายังต้องทำงานแข่งกับเวลาอีกด้วย เพราะว่าเราต้องเดินทางไปเที่ยว รัวโทรัวกับเทาโป เรากะว่าจะเริ่มทำงานกัน 9 โมงเช้า แต่ว่าก็ต้องเสียเวลาไปอีก 1 ชั่วโมงเนื่องจากอุปกรณ์ไม่พร้อม เราใช้เวลาทาสีรั้วทั้งหมด 3 ชั่วโมงเต็มๆ กว่าจะได้เวลาออกเดินทางไปเที่ยวก็บ่ายโมงพอดีเลย แต่ก็เป็นการทำงานที่สนุกสนานดี


Monday, June 25, 2007

Mission work #1


(Tuesday 26, 07) We are still working on the second day of our holidays because we need money to go to FiJi mission in the end of September. In the video I woke up early today and went to get some coffee with Annie before we worked. It was cold this morning(it's cold everyday). We were going to paint the fence and the wall but we couldn't find the right paint yet so we have to come back again tomorrow. Also tomorrow we are going to Rotorua, Taopo for sightseeing. It will be so fun. I can't wait!!...

Sunday, June 24, 2007

Just a story(Thai)

วันก่อนไปหาซื้อกาแฟในเมือง แล้วลมมันพัดแรงมากๆๆ หนาวก็หนาว แถมลมยังพัดอีก เราก็กำลังเดินข้ามถนนคนเดียว แล้วลมมันพัดเรา ต้านแรงลมไม่ไหว รถก็จอดรอให้เราข้ามถนน แต่กว่าจะข้ามได้ แทบตายแน่ะ เกือบเซไปชนรถเขาแล้วว ลมอะไรพัดแรงจริงๆ

อีกเรื่องหนึ่งที่ยังไม่เคยได้เล่าเลย แต่อยากเขียนไว้ให้เป็นอุทาหรณ์สำหรับครั้งต่อไป เรื่องของเรื่องคือว่า มีขโมยย่องเข้ามาในบ้านผม ในเช้าวันอาทิตย์ ซึ่งผมและเพื่อนๆก็ไปโบสถ์กันตามปกติ แต่เรื่องๆของเรื่องคือ เราลืมปิดหน้าต่างไว้ ขโมยก็เลยเข้ามาทางหน้าต่าง แล้วขโมยโน๊ตบุคของเพื่อนร่วมห้องผมไป และขโมยกระเป๋าตังของเพื่อนอีกห้องหนึ่ง แต่ที่น่าแปลกก็คือ ทำไมขโมยมันไม่เข้าห้องผมหว่า ถ้ามันเข้าห้องผมนะ มันคงจะเอาโน๊ตบุคสีขาวของผมไปเป็นแน่ และถ้ามันเอาไปจริงๆ ผมคงได้แต่นั่งเหม่อลอยไม่เป็นอันทำอะไรแน่ๆ เพราะว่าโน๊ตบุคเป็นอุปกรณ์ทำมาหากินเลยอ่ะ เอาไว้ทำการบ้าน คุยกับเพื่อนๆ ทำเวบไซต์ ดูหนัง เล่นเกมส์ ส่งข้อความหาคนที่เราคิดถึง ทำอะไรได้ตั้งหลายอย่าง อีกอย่างพึ่งซื้อมาด้วย เลยไม่อยากให้มันหายไปไหน

ผมชอบคำว่าให้โอกาสนะ เพราะผมรู้สึกว่า การให้โอกาสเป็นสิ่งที่ดี แต่ในเรื่องของการทำงานแล้ว คำว่า ให้โอกาสแทบจะหาไม่ได้เลยสำหรับผม ผมได้มีโอกาสไปทำงานที่ร้านอาหารและผมไม่เคยมีปัญหากับใครเลย แต่คำว่า การให้โอกาสสำหรับผม ไม่เคยมีเลยในเพื่อนร่วมงาน เนื่องด้วยเหตุผลหลักๆก็คือ ผมไม่เหมือนคนปกติ ถามว่าน้อยใจไหม ไม่นะ ไม่ค่อยน้อยใจเท่าไหร่ แต่แค่เกิดคำถามให้กับตัวเองว่า คนอย่างผมทำอะไรได้มากคนปกติตั้งหลายอย่าง แต่ทำไม ไม่ให้โอกาสผมล่ะ แค่เรื่องบางเรื่องที่อยากระบาย

Saturday, June 23, 2007

Kid Tueng (Miss YOU)

We(Eddie and Annie) have been going away from home 5 months already. New Zealand is a great country and beautiful place to live. I am really enjoying a lot in New Zealand. There is a saying by Eddie Bun-In "If you want to get a lot of money then go to America but if you want to see the heaven then come to New Zealand". Everything is good in New Zealand but we miss home and YOU who are reading this.

Fernland SPA (Hot Pool)

This is the place that I always go every Friday because I believe that it will help my back and my legs. It's the mineral springs from underground. It costs 5 bucks per person which is not bad for me. I have a sore back so it helps me when i get into the pool. In the video after studied hard for the exam and homework, we decided to go to the hot pool. I wish you could be here so I can take you there. It is a very nice place to go.

Wednesday, April 25, 2007

Give in (Yorm) just for YOU.

GIVE IN
I loved daring to live life as a man who has a dream.
Living life doing what I want, never caring what anyone thought.
Then you, I don't know where you came from,
you got my feelings mixed up.
You made me think hard about what I should do.
I started to give in, started to do as you wanted,
changed from the person that I was for you.

However you liked it. I just wanted you to be happy.
I gave in to you alone, you are the only important person for me.
I did without fail anything you wanted, because I loved you so much.
At least this time I've learnt what a life that has you in it is like.
Even if there are things I've had to change,
it's to keep you coming to see me.

I gave in to you alone, gave in to the best person.
I love you so much.

It's the song that I really like it. There is no way that you can find a perfect person who wants to spend the rest of her/his life with you but a million ways to find a really good one.
If you already have it...Don't lose it!!!


Credit: http://www.ethaimusic.com/popup/a_0011.htm
PS: If you want to listen to the song just click the play button.

Sunday, April 22, 2007

Great trip in Rotorua and Taupo

วิวข้างหลังเป็นทะเลสาปและภูเขาหิมะน้ำตกสีน้ำเงิน
หนาวอะไรเช่นนี้หนอ
การเดินทางไปเที่ยวครั้งนี้ถ้าไม่มีอาจารย์สองคนที่ชวนไปเที่ยวด้วยก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่จะมีโอกาส ได้ไป ต้องขอบคุณเป็นอย่างมากสำหรับทริปครั้งนี้ พอถึงวันเดินทางจริงๆ ผมไม่อยากที่จะตื่นเลย เพราะว่า อุณหภูมิตอนนั้นบอกได้ว่าคำเดียวว่าหนาวมากๆ แต่ก็กัดฟันตื่นขึ้นมา เพราะนานๆทีจะได้ออกไปเที่ยวแบบ นี้บ้าง สังเกตุได้จากเสื้อกันหนาวสองตัวที่ผมใส่ ยังอบอุ่นไม่พอเลย เข็มนาฬิกาหมุนไปที่ แปดโมงครึ่งก็มีรถ มารับผมที่บ้าน เป็นรถครอบครัวนั่งได้ 8 ที่นั่ง มีคนเดินทางทั้งหมด 5 คน ผมเลยถือโอกาสนั่งหลังสุดคน เดียว เผื่อว่าระหว่างทาง ฟังเพลงไปด้วย มองวิวรอบๆไปด้วย มันช่างโรแมนติกที่สุด ระหว่างทางผมเห็นฝูง แกะ และ ฝูงวัวจำนวนมาก โดยเฉพาะน้องแกะที่น่าตาน่ารัก เห็นแล้วอยากวิ่งเข้าไปใกล้ๆจังบรรยากาศข้าง ทางโดยรวมถือว่าค่อนข้างดีทีเดียว เราไปที่เมืองโรทัวรัวก่อน ไปดูโบสถ์ของชาวเมารีที่นั่น เป็นโบสถ์ที่อยู่ ติดกับทะเลสาปพอดี ผมนั่งนึกภาพถึงการมาโบสถ์ แล้วมองทะลุผ่านกระจกออกไป จะเป็นวิวของทะเลสาป มันช่างสวยงามอะไรเช่นนี้หนอ เมืองโรทัวรัว ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองที่มีบ่อน้ำพุร้อน พุ่งมาจากใต้ดินมากที่สุด ไปที่ไหนก็ได้กลิ่นซัลเฟอร์เต็มไปหมด น้ำพุร้อน มันขึ้นทุกที่เลย แม้กระทั่ง สวนหลังบ้านของใครหลายคน ภารกิจแรกใช้เวลาไม่นานนัก เราเดินทางกันต่อ ไปเมืองที่ชื่อว่า เทาโป ใช้เวลาเดินทางอีก ประมาณ 1 ชั่วโมง เมืองนี้แหละที่ผมอยากไปมากๆ เพราะว่าเห็นในรูปก่อนมาแล้วว่ามันมีหิมะ และแล้วความฝันของ ผมก็เป็นจริงแค่ครึ่งเดียว เพราะผมเห็น หิมะ แต่ว่ามันอยู่บนยอดเขา ผมไม่ได้สัมผัสมันจริงๆ แต่มองยังไง ก็สวยไปหมด ถ้าเปรียบเทียบกับคนเวลาเราเดินผ่านใครแล้วสะดุดตา เรามักจะหันไปมองอีก มองไม่มอง เปล่าแอบยิ้มซะอีก นั่นแหละความรู้สึกผมครั้งแรกที่รถ วิ่งเข้าสู่ตัวเมืองเทาโป จากนั้นเราก็พักกินข้าวกันที่ ร้านอาหารไทย รสชาด ก็กินได้สำหรับฝรั่ง แต่สำหรับเราก็แปลกๆนิดหน่อย จากนั้นก็ไปแช่น้ำพุร้อน ให้หายเหนื่อยจากการเดินทางผมมีโอกาสได้เล่นสไลเดอร์ซึ่งมันต้องเดินขึ้นบันได สูงมาก เวลามองลงมา แทบจะไม่อยากเล่นจริงๆแล้วเขาไว้เล่นสำหรับเด็กนะแหละ แต่ผมก็เห็นว่ามันน่าเล่น อยากกลับไปเป็นเด็ก อีกครั้ง ก็เลยอาศัยความเนียน แอบย่องขึ้นไป ทั้งที่เราจะต้องจ่ายตังค์ที่เคาเตอร์ก่อน จริงๆผมก็ไม่รู้หรอก มารู้อีกทีก็ตอนที่เด็กฝรั่งตัวเล็กๆมาบอกตอนที่เรากำลังจะกระโดดจะให้เดินลงมา ก็กลัวเด็กมันว่าเอาว่าเรา ไม่กล้า555จากนั้นเราก็เดินทางกันต่อไปยังน้ำตกที่ชื่อ น้ำที่ตกลงมาไหลผ่านไปนั้นมองเห็นเป็นสีฟ้าเข้มชัดเจน และใสสะอาดมาก ที่สำคัญเย็นเจี๊ยบ ถ้ากระโดดลงไป อุณหภูมิคงเหมือนน้ำเย็นจัดที่เราดื่มกัน เอาเป็นว่าทริปนี้ ผมเรียนรู้อะไรเยอะแยะมากมาย ที่บอกกับตัวเองว่าผมจะกลับมาเยือนเมืองนี้อีกครั้ง


Monday, April 16, 2007

Don't cry

จริงๆก็ไม่อยากเขียนเรื่องนี้ลงหรอกนะ เพราะว่าไม่อยากประจานตัวเอง 555 แต่ว่าที่อยากเขียนก็เพราะว่ามันเป็นบทเรียนชิ้นหนึ่งที่ผมควรจดจำไว้ เผื่อว่าวันหลังมานั่งอ่านก็อดหัวเราะตัวเองไม่ได้ หรือไม่ก็อดสมนำหน้าตัวเองไม่ได้ คุณเคยร้องไห้ไหม? แน่นอนอยู่แล้วว่าทุกคนคงต้องเคยร้องไห้ แต่เรื่องที่ผมเขียนนี้ ผมไม่ได้ร้องไห้หรอกนะ ไม่เห็นแม้แต่น้ำตาเลย แต่มันเป็นการร้องไห้ที่อยู่ในใจ เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า ช่วงที่ผมมานิวซีแลนด์แรกๆ ผมพยายามส่งสิ่งหนึ่ง(ขอไม่บอกละกันนะจ๊ะ เก็บไว้สมน้ำหน้าคนเดียวนะดีแล้ว ไม่อยากให้มาสมน้ำหน้าเพิ่มอีก 555) ไปที่เมืองไทย ก็ส่งทางไปรษณีย์นั่นแหละ เพียงแต่ว่า การที่เราไว้ใจคนอื่นมากเกินไปมันก็ไม่ดีเสมอไปนะ ผมมักจะไว้ใจคนอื่นง่ายๆ ก็ให้เพื่อนผมเป็นคนส่ง แล้วไอ้เพื่อนเจ้ากรรมนี่แหละมันดันไปติดแสตป์แค่ 40 เซนต์ แล้วมันจะไปถึงเมืองไทยไหมหนอ ผมมารู้ทีหลังว่ามันติดแสตมป์ไม่ถึงราคาที่เขากำหนดไว้ ตอนนั้นนะโมโหควันออกหูออกจมูกออกปาก ไม่ได้โมโหเพื่อนเจ้ากรรมนะ โมโหตัวเองที่ทำไมไม่ส่งเองว่ะ ทำไมงี่เง่าอย่างนี้ ผมไปเช็คที่ที่ทำการไปรษณีย์ เขาบอกว่ามันถึงเหมือนกันแต่ใช้เวลานานหน่อย ผมรอมาสองเดือนแล้วมันก็ไม่ถึง สุดท้ายผมรู้แล้วล่ะว่ามันหาย ลืมไปแล้วสิว่าเขียนอะไรในนั้นบ้างนอกเหนือจากสิ่งของแล้ว แต่รู้ว่ามันสำคัญมากทีเดียวว เฮ้อ...คิดแล้วก็เจ็บใจตัวเอง แต่...ช่างมันเถอะ

Let there be light in the darkness.

Somehow I really like this picture. I think it belongs to Jennifer Cook. I want to thank Nueng for sending me this picture. Have you ever watched Dragonball? This is what i am talking about. I wonder where she took this picture. I want to share this picture to you guys. Always give thanks to the Lord for the light of his love that is shining.